Animated Rainbow Nyan Cat

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

  การบันทึกครั้งที่ 9
วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2560
เนื้อหาที่เรียน

8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์  (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
-มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ 
-แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 
-มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้ 
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว 
-ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป 
-ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต 
-การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ

ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
-ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
-ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
-กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
-เอะอะและหยาบคาย
-หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
-ใช้สารเสพติด
-หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ

ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration) 
-จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที 
-ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
-งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

สมาธิสั้น (Attention Deficit)
-มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
-พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
-มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
-หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
-เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
-ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder) 
-การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation) 
-การปฏิเสธที่จะรับประทาน 
-รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
-โรคอ้วน (Obesity) 
-ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
-ขาดเหตุผลในการคิด
-อาการหลงผิด (Delusion)
-อาการประสาทหลอน (Hallucination)
-พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

สาเหตุ
-ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
-ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้ 
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน 
-มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์ 
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 
-มีความหวาดกลัว

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
-เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders) 
-เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum) 

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ 
        -Inattentiveness (สมาธิสั้น) ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
      -Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมากเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เหลียวซ้ายแลขวา 
ยุกยิก แกะโน่นเกานี่ อยู่ไม่สุข ปีนป่าย นั่งไม่ติดที่ ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
      -Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วามขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ ไม่อยู่ในกติกา ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง 
ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

สาเหตุ
-ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง 
-เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) 
-ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)
-พันธุกรรม
-สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
-ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
-สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป -และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก

อยู่ไม่สุข (Hyperactivity )สมาธิสั้น (Attention Deficit )

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน 
-ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก 
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ
-หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม 
-เรียกร้องความสนใจ 
-อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า 
-ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน 
-พูดเพ้อเจ้อ 

9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps) 
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน 
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด 
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด




ความรู้ที่ได้รับ
       ได้รับความเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์และเด็กพิการซ้อน
การนำไปใช้ 
       ลักษณะอาการของเด็กแต่ละกลุ่มแตกต่างกันการรักษาและการดูแลก็มีวิธีที่ต่างกันควรใช้ให้ถูกต้องกับพฤติกรรมและกลุ่มอาการนั้น
ประเมิน 
ตนเอง : เรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 
เพื่อน  : ตั้งใจเรียน  บางคนก็มีหลับบ้าง
อาจารย์  : แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีการเตรียมการสอนมาดี และมีแจกอุปกรณ์การเรียนอีกด้วย



วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

  การบันทึกครั้งที่ 8
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

***ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากสอบกลางภาค



  
การศึกษาดูงานและสังเกตพฤติกรรม
การจัดประสบการณ์ศึกษาแบบเรียนรวมของเด็กปฐมวัย
โรงเรียนเกษมพิทยา
วันอังคาร ที่21 กุมภาพันธ์ 2560
เวลา08.00-13.00น.

         เป็นการศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยา เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ  กลุ่มของดิฉันสังเกตน้องอนุบาล 2/1 แต่น้องยังไม่มาเลย ซึ่งมีพี่แบมเป็นนักศึกษาฝึกสอนห้องนี้ พี่แบมก็เล่าให้ฟังว่ามีน้องที่เป็นเด็กพิเศษอยู่ 2 คน คือน้องริลลี่กับน้องปราย



         เมื่อกิจกรรมน่าเสาธงเสร็จได้เข้าอบรมก่อนที่จะไปสังเกตเด็ก และได้แยกย้ายเข้าไปดูเด็กๆตามห้องเรียน


       น้องริลลี่ :  เป็นเด็กพิเศษกลุ่มดาวน์ซินโดรมเกิดจากพ่อแม่ทำกิ๊ฟ  น้องจะยังพูดสื่อสารไม่ได้ แต่เป็นคนอารมณืร่าเริง ช้องชอบถ่ายรูป ยิ้มใส่เมื่อเจอกล้อง น้องพูดไม่เป็นคำ น้องชอบพูดร้องเสียงดัง แต่ไม่รู้ว่าพูดอะไร แต่เมื่อครูบอกให้หยุด  น้องก็จะหยุดร้อง และยังไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้





      
      
  การบันทึกครั้งที่ 6
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

*ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง เนื่องจากอาจารย์ติดประชุม


  การบันทึกครั้งที่ 5
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

เนื้อหาที่เรียน
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
•เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ L.D. (learning disability)
สาเหตุ  กรรมพันธ์  ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัส  ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง2เท่า
        1.ด้านการอ่าน  อ่านช้า ต้องสะกดทีละคำ อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่านหรือจับใจความสำคัญไม่ได้
ลักษณะ อ่านช้า อ่านคำต่อคำ อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
        2.ด้านการเขียน  เขียนตัวหนังสือผิด สับสนการม้วนหัวอักษร  เขียนสลับ ลักษณะ ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนเข้าในหรือออกนอก เรียงลำดับอักษรผิด เขียนพยัญชะสลับ กลับด้าน
        3.ด้านการคิดคำนวณ เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ตัวเลขผิดลำดับ  แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้
ลักษณะ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
        4.หลายๆด้านรวมกัน อาการร่วม แยกแยะขนาด สี รูปร่าง ไม่ออก มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา ฟังคสั่งสับสน ความจำสั้น
•ออทิสติก (Autistic) ไม่สามารมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  ไม่สามารถเข้าใจคำพูดความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น แต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว ลักษณะ อยู่ในโลกของตนเอง ไม่เข้าหาใครเพื่อให้ปลอบใจ ไม่ยอมพูด เคลื่อนไหวซ้ำๆ
         เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกาความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย2ข้อ ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น  ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคลให้เหมาะสมตามวัย  ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจความสนุกกับผู้อื่น ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
         ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย1ข้อ มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด ในรายที่สามารถพูดได้แล้ว แต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบ พูดซ้ำๆหรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างเหมาะสม ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
         มีพฤติกรรม ความน่าสนใจ และสนใจและกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย1ข้อ มีความสนใจซ้ำๆ อย่างผิดปกติ มีกิจวัตรประจำวันหรือกฏเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้  มีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
         ออทิสติกเทียม สาเหตุ ปล่อยให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด ดูการ์ตูนในทีวี 


ความรู้ที่ได้รับ
       ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
การนำไปใช้
      นำความรู้ที่ได้ทำให้เราสามารถแยกประเภทของเด็กพิเศษ พฤติกรรม อาการ
ประเมิน 
ตนเอง : ไม่ได้ไปเรียนศึกษาจากสไลด์ที่อาจารย์ให้ 
เพื่อน  : เพื่อนคอยแนะนำเนื้อหาให้
อาจารย์  :  มีตัวอย่างให้ดู สอดแทรกคุณธรรมให้นักศึกษาอีกด้วย





วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

  การบันทึกครั้งที่ 4
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560


*ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง

การช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความสำคัญอย่างไร?
                     ชีวิตของเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้รับผลกระทบจากลักษณะความบกพร่องของตนเอง ครอบครัว สังคม และการช่วยเหลือดูแลที่ได้รับ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่คนรอบข้างควรรับรู้คือ ระดับความต้องการความช่วยเหลือของเด็กคนหนึ่งอาจเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่สำคัญของชีวิต เช่น การเข้าโรงเรียน หรือการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น 
                      ความต้องการการศึกษาพิเศษของเด็กถือเป็นจุดที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งผู้ปกครองควรเลือกพิจารณาการเรียนรู้ในลักษณะที่เหมาะสมและเอื้อต่อพัฒนาการของลูกที่สุด การให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนปกติร่วมกับเด็กที่ไม่มีความต้องการพิเศษ อาจทำให้ลูกได้รับการดูแลอย่างดีจากคนรอบข้าง แต่ก็อาจทำให้การศึกษาของลูกดำเนินไปอย่างกระท่อนกระ แท่น เนื่องจากลูกไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เรียนได้ดีเท่ากับเพื่อนคนอื่นๆ ดังนั้น การเลือกรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับลูก จึงถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องใคร่ครวญและตัดสินใจให้ดี เพราะผลลัพธ์ในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความหลากหลายและแตกต่างกันออกไปตามธรรมชาติของปัญหาในตัวเด็ก เด็กบางคนอาจมีสุขภาพที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือเด็กอีกส่วนหนึ่งก็อาจต้องแบกรับลักษณะความผิดปกติไปตลอดชีวิต เช่นในกรณีของเด็กที่เป็นโรคสมองพิการ 
                       งานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาในการศึกษาเล่าเรียนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าทักษะในการเรียน รู้ของเด็กจะพัฒนาสูงขึ้นจากช่วงวัยเด็กสู่วัยรุ่น แต่หลังจากนั้นจะค่อนข้างคงที่ แต่อาจมีบางทักษะที่สามารถพัฒนาสูงขึ้นได้ และมีเพียงบางทักษะเท่านั้นที่อาจด้อยลง ส่วนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กมักจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หากไม่แย่ลงกว่าเดิม เช่นเดียวกับความบกพร่องทางด้านสังคมของเด็ก ซึ่งจะยังคงไม่ดีขึ้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างไร?
                      หลังจากที่ลูกได้รับการวินิจฉัยว่ามีความต้องการพิเศษ พ่อแม่ ผู้ปกครองอาจมีความรู้สึกต่างๆนานา และอาจมีปฏิกิริยาต่อความจริงที่เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ อาจมีผู้ปกครองบางคนที่รู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ทราบถึงลักษณะความผิดปกติของลูก เพื่อที่จะได้ให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ปกครองมักแสดงออกถึงความเศร้า โกรธ สับสน หรือรู้สึกผิด จนกระ ทั่งถึงจุดที่ครอบครัวสามารถยอมรับความจริงได้ และเริ่มการวางแผนสำหรับอนาคต ทั้งนี้ ไม่ว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรต่อสภาพความผิดปกติของลูก ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแต่เป็นความรู้สึกปกติที่ย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องให้เวลาแก่ตัวเองในการก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านั้น พร้อมกับหาหนทางในการช่วยเหลือทั้งตนเองและลูกอย่างเร่งด่วน โดยยึดหลักตามข้อเสนอแนะต่อไปนี้ 
         -เข้ารับการกระตุ้นพัฒนาการ (Early Intervention) ทันทีหลังจากที่ลูกได้รับการวินิจฉัยว่ามีความพิการหรือมีความต้อง การพิเศษ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสรับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ยิ่งพ่อแม่พาลูกเข้ารับบริการเร็วเท่าใดโอกาสที่เด็กจะสามารถมีพัฒนาการได้เทียบเท่ากับเด็กทั่วไปหรือใกล้เคียงกับเด็กทั่วไปย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ พ่อแม่ยังสามารถได้รับความรู้และคำแนะนำอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพัฒนาการของลูก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมต่อลักษณะความบกพร่องของลูก 
         -ศึกษาข้อมูลอันเกี่ยวข้องกับลักษณะความบกพร่องของลูกให้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะยิ่งพ่อแม่รู้มาก ย่อมหมายถึงความพร้อมที่มากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังทำให้พ่อแม่มีหลักในการรับมือกับอนาคตอีกด้วย
         -เข้าร่วมกับกลุ่มช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงเป็นการทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยวและมีกำลังใจที่จะช่วยเหลือลูกมากยิ่งขึ้น 
         -หมั่นสังเกต ให้ความสนใจ และสนับสนุนสิ่งที่ลูกทำได้ดี พร้อมทั้งตระหนักอยู่เสมอว่า ความบกพร่องของลูกไม่ได้กำหนดสิ่งที่ลูกเป็น แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตของลูก ไม่ต่างกันกับสีของตาหรือลักษณะเส้นผม 
         -พาลูกเข้ารับการรักษาที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบำบัด (Occupational therapy) กาย ภาพบำบัด (Physical therapy) การแก้ไขการพูด (Speech therapy) หรือพฤติกรรมบำบัด (Behavioral therapy) 
         -จดบันทึกเกี่ยวกับลูก เพราะผู้ปกครองคือผู้ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด และย่อมเป็นผู้ที่รู้จักลูกมากที่สุด การจดบันทึกของพ่อแม่ นอกจากจะทำให้เห็นพัฒนาการของลูกแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงครูที่จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือลูกด้วย 
         -พูดคุยกับคนในครอบครัวถึงความรู้สึกของตัวพ่อแม่เอง รวมถึงเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวพูดถึงความรู้สึกของตน เองอย่างเปิดเผยเช่นกัน พี่หรือน้องของลูกอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความต้องการพิเศษของเด็กที่มีความบกพร่อง และอาจมีปัญหาในการอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรปรับความเข้าใจของคนในครอบครัวให้ตรงกัน สร้างกิจวัตรที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวที่เอื้อต่อลูกที่มีความต้องการพิเศษ 
          -ส่งเสริมให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง (self-determination) เนื่องจากความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเองถือเป็นคุณ สมบัติที่สำคัญสำหรับเด็กทุกคน โดยมีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษที่มีความสามารถในการตัดสินใจสูง มีโอกาสที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการจ้างงาน มีความพอใจในชีวิต และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องได้รับความช่วย เหลือจากครอบครัว ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจของลูกได้ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก เช่น อยากใส่ชุดไหน หรืออยากรับประทานอะไร เป็นต้น ไม่ปกป้องลูกมากจนเกินไป พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกออกไปพบอะไรใหม่ๆ 
เกร็ดความรู้เพื่อครู 
             ครูจะมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่โรงเรียนได้ ดังนี้ เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละคน เนื่องจากวิธีการที่ได้ผลในเด็กคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลในเด็กอีกคนหนึ่ง ดังนั้น ครูจึงควรรู้จักปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการและวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกันของเด็กแต่ละคน ร่วมมือกับผู้ปกครอง โดยยึดหลักการปฏิบัติต่อเด็กในแนวทางเดียวกับผู้ปกครอง เนื่องจากผู้ปกครองถือเป็นผู้เชี่ยว ชาญสูงสุดสำหรับลูกของตนเอง ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี เช่น หากเด็กผลักกันในแถว ครูควรชมเด็กที่นิ่งเงียบและไม่ตอบโต้ นอกจากจะเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมความปลอดภัยให้กับเด็กอีกด้วย สนับสนุนสิ่งที่ดีต่อความรู้สึกของเด็ก เช่น หากเห็นว่าเด็กมีความสุขกับการได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ควรสนับสนุนให้เด็กทำสิ่งนั้น โดยอาจยืดเวลาให้เด็กได้ทำต่อไปแม้จะเข้าสู่เวลาเรียนแล้ว หรืออาจให้เด็กทั้งห้องได้ร่วมทำในสิ่งเดียวกันเพื่อเป็นการยืดเวลาให้เด็กไปในตัว ทำกฎให้ง่ายและยืดหยุ่น สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ครูควรช่วยเหลือให้เด็กสามารถปฏิบัติตามกฎได้ดียิ่งขึ้น หากกฎดังกล่าวยากเกินไปสำหรับเด็กที่จะปฏิบัติตาม ไม่ลดละ กล่าวคือ หากเด็กประพฤติตัวไม่เหมาะสม ครูควรพยายามหาหนทางในการแก้ไขพฤติกรรมเด็กให้จงได้ ทั้ง นี้เพราะการเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมนั้นมีความสำคัญสำหรับเด็กทุกคน และถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเช่นกัน หมั่นติดต่อกับผู้ปกครอง โดยอาจเขียนบันทึกพฤติกรรมของเด็กให้ผู้ปกครอง ติดต่อผ่านอีเมล์หรือโทรศัพท์ เพื่อให้ผู้ปกครองรับทราบสภาพของเด็กที่โรงเรียน และทำให้การช่วยเหลือเด็กเป็นไปอย่างต่อเนื่องระหว่างบ้านและโรงเรียน

ที่มา  http://taamkru.com/
  การบันทึกครั้งที่ 3
วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ.2560

ตัวอย่างวีดีโอ

พิการแต่กำเนิด


พิการแต่กำเนิด


เนื้อหาที่เรียน











































ความรู้ที่ได้รับ
       ได้รับความรู้เกี่ยวกับประเภทของเด็กพิเศษ ความหมาย ลักษณะ อาการ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การนำไปใช้
      ในการสอนเด็กปฐมวัยเราอาจจะต้องเจอเด็กที่มีอาการเหล่านี้สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ได้
ประเมิน 
ตนเอง : เรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 
เพื่อน  : ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเพื่อนๆแต่งตัวถูกระเบียบ มาสายกันเป็นบางกลุ่ม
อาจารย์  : แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีการเตรียมการสอนมาดี มีการถามตอบ มีตัวอย่างให้ดู สอดแทรกคุณธรรมให้นักศึกษาอีกด้วย